การฟื้นคืนของศรัทธา
ประเด็นนี้ เคยถูกยกมาใช้เป็นประเด็นหลักในหนังพี่มาโนชมาแล้วเรื่อง SIGN (บาทหลวงที่สูญสิ้นศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้า หันหลังให้ศาสนา จนกระทั่งการมาของอาคันตุกะนอกโลก ที่ทำให้ศรัทธาที่เหือดหาย กลับคืนมาอีกครั้ง) ใน LITW ศรัทธาในเรื่อง ถูกแทนที่ด้วยคำว่า “แรงบันดาลใจ” อย่างที่กล่าวไว้ในอธิบายคำศัพท์ว่า ตัวของนาร์ฟ เดินทางมายังโลกมนุษย์ ด้วยเหตุผลที่ว่า มาบันดาลใจแก่ มนุษย์ ในช่วง OPENING ของเรื่อง ใช้การเล่าด้วยรูปแบบ อนิเมชั่น ให้ข้อมูลคนดูว่า แท้จริงแล้วในอดีตกาลนานโพ้น มนุษย์และชาวน้ำ อาศัยอยู่ร่วมกัน พึ่งพาอาศัยกัน จนกระทั่งมนุษย์รู้จักวิวัฒนาการ จึงแยกตัวออกไปใช้ชีวิตตามอารยะชนของตน แต่ยิ่งความเจริญมากขึ้นเท่าใด ภาวะจิตใจก็ตกต่ำลงด้วย มนุษย์เข่นฆ่ากัน ชาวน้ำเห็นดังนั้น จึงเดินทางกลับมายังโลกมนุษย์ เพื่อผลักดันมนุษย์ ชี้ทางสว่าง ที่หลบซ่อนในปัญญามนุษย์บังเกิด นั้นคือ การฟื้นคืนของศรัทธา,แรงบันดาลใจที่ผลักดันให้มนุษย์มีกำลังใจสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ซึ่งหากกลับไปเทียบกับ SIGN แล้ว ตัวของนาร์ฟเอง ก็ไม่ต่างจากมนุษย์ต่างดาว ที่การมาของบุคคลที่สาม นำมาซึ่งสิ่งที่ผลักดันให้ตัวละครเกิดแรงผลักดันในการใช้ชีวิตต่อ ต่างกันที่ SIGN มาในรูปแบบของศัตรู และเป็นตัวแทนของความกลัวในจิตใจพระเอก ในขณะที่ LITW คือมิตร ที่เป็นตัวแทนของแรงผลักดันความสิ้นหวังท้อแท้ของตัวละคร

จากคุณ : AguileraAnimato
เขียนเมื่อ : 4 Mar 10 15:13
|
|
เจตจำนงค์ของการสมานฉันท์
ชุมชนชาวคอนโด หากจะสังเกตุดีๆ มาลองดุกันน่ะ ว่าคุณมองเห็นอะไรรึเปล่า พ่อลูก ชาวแอฟริกา นักวิจารณ์ภาพยนต์ คุณป้าใจดี กลุ่มเฮ้วชาวร๊อค แม่ลูก ชาวจีน พี่น้อง ชาวอินเดีย ชายหนุ่มเพาะกล้าม คุณฮีฟ ผัวเมีย คู่หรูหรา ชายแก่ ผู้คงแก่เรียน ครอบครัว ชาวลาทิน
ความหลากทางเชื้อชาติ และวัยที่แตกต่าง THE COVE ในเรื่อง ก็เป็นเหมือน โลกขนาดย่อส่วน ที่รจำลองการร่วมกลุ่มของมนุษยชาติ (ตลอดทั้งเรื่อง หนังไม่มีฉากนอกคอนโดเลย) อาจเป็นความบังเอิญที่น่าสนเท่ห์ก็ได้ที่ Story เดินทางมายัง THE COVE สถานที่ ที่เต็มไปด้วยผู้คนที่หลากหลายทางเชื้อชาติ และอายุ และสุดท้ายแล้ว การณ์กลับเป็นว่าผู้คนที่เธอหวังจะช่วยเหลือ ก็เปลี่ยนเป็นผู้ช่วยเหลือเธอแทนด้วยเช่นกัน ทั้งหมดนี้กลับต้องพึ่งพาอาศัยกัน นำเธอกลับไปยัง BLUE WORLD… ผู้คนที่ตัดขาดออกจากกันด้วยเชื้อชาติและภาษา (มีหลายฉากของหนังที่สื่อให้เห็นอุปสรรคในการสื่อสาร ระหว่างภาษาที่แตกต่าง หรือแม้แต่ตัวพระเอกก็ยังเป็นโรคติดอ่าง) จำเป็นจะต้องทลายความแตกต่างทางชาติพันธุ์เพื่อปฏิบัติภารกิจกอบกู้”แรงบันดาลใจ”คืนสู่มาตุภูมิ อันนำไปสู่การค้นพบถึงพลังที่ซุกซ่อนในตัวของพวกเค้าเอง อันรวมไปถึงพลังแห่งความสามัคคีการรวมตัวรวมพลังมวลชน เพื่อปกป้องนางเอก (น่าขำที่หนังเรื่องต่อมา The Happening กลับเสนอแนวคิดในการอยู่รอดว่า “รวมกันเราตาย” ซะงั้น)


จากคุณ : AguileraAnimato
เขียนเมื่อ : 4 Mar 10 15:16
|
|
มองโลกอย่างผู้ไร้เดียงสา
ประเด็นนี้สมควรถูกใช้เป็นประเด็นหลักของหนังเลยก็เป็นได้ นับตั้งแต่การใช้รูปแบบของนิทานเป็นตัวขับเคลื่อนหนัง นับตั้งแต่การนำเสนอหน้าหนังด้วยวลี Bedtime Story by… ลองมองถึงภาพรวมของหนังซิว่า นิทานมีความสำคัญไฉน? และเราเล่านิทานให้ใครฟัง? ในโลกของเด็ก ที่หน่วยคัดกรองเหตุและผล ความเป็นตรรกะยังไม่แข็งแรง เท่ากับผู้ใหญ่ ผู้ประสาโลกทั้งหลาย ทุกการเคลื่อนไหวในความคิดของเด็กจึงขับเคลื่อนไปด้วยจินตนาการอันเสรี ในโลกของเด็กทุกอย่างสวยงาม และทุกสิ่งเป็นไปได้ เป็นแรงบันดาลใจ ถ้าเช่นนั้นความสำคัญที่นิทานมีต่อเด็กคืออะไร นิทานคือเรื่องเล่าที่เต็มไปด้วยจินตนาการ มีคติสอนใจ นิทานไม่ใช่บทบันทึกของความเป็นตรรกะศาสตร์ หรือความสมจริง... เป็นเหมือนเมล็ดพันธุ์ที่บ่มเพาะความคิดให้แก่เด็ก ในความไม่สมจริงของเรื่องเล่า คือความล้ำค่าในนิทาน ที่สลัดความเป็นจริงเป็นจังของชีวิตออกจากเด็กเพื่อให้มองเห็นถึงความเป็นไปได้ในการทำตามความเชื่อ สุดท้ายแล้วตำแหน่ง The Key Master (ผู้ถอดรหัส) เพื่อหาทางช่วยนาร์ฟในเรื่อง จึงเป็น ของเด็กผู้ชายวัย ๕ ขวบ โดนหนูน้อยใช้วิธีแกะรหัสจากข้างกล่องซีเรียล!!!.....น่าแปลกที่ตำแหน่งสำคัญนี้กลับตกเป็นของเด็กเล็กๆ ที่มองโลกอย่างบริสุทธิ์ อย่างมีจินตนาการคือหนทางแห่งการแก้ปัญหา ราวกับว่าผู้กำกับส่งสาส์นอันเป็นความหวังฝากแก่เด็กๆ ทั้งหลาย ว่าพวกเค้าคือคนรุ่นใหม่ ที่จะแก้ไขปัญหาบนโลกนี้ได้ หากไม่ถูกกลืนกินด้วยความโหดร้ายและการถูกจำกัดความคิดเสียก่อน โดยหนังก็สร้างตัวละครขั้วตรงข้ามไว้เป็นนักวิจารณ์ภาพยนตร์วัยชราที่วิสัยทัศน์คับแคบ จนเกือบทำให้สถานการณ์ของเรื่องแย่ลงกว่าเดิม จากการที่พระเอกไปขอคำปรึกษาด้วยคิดว่าเค้าคือผู้ถอดรหัสในตอนแรก

และหนังก็ได้ตอกย้ำและวิธีการของการมองโลกอย่างไร้เดียงสาไว้ในอีกฉาก เมื่อพระเอก เข้าไปหา อาซิ้ม เพื่อขอให้ซิ้ม เล่าตำนานของนาร์ฟให้ฟัง แต่เธอก็อิดออดไม่ยอมเล่า ซึ่งลูกซิ้ม ก็บอกว่า ให้ทำตัวเป็นเด็กๆ ไว้ซะ แล้ว มาม๊า จะเล่าให้คุณฟังเอง” นี้เป็นฉากที่พูดโต้งๆ ถึงแนวคิดอันสื่อให้เห็นว่า "พวกผู้ใหญ่น่ะ โตแล้ว เก่งแล้ว มีเหตุผลกันมากแล้ว ไยจะต้องมาฟังตำนานที่ค่อนแคะว่าไร้สาระล่ะ ฟังไปก็ไม่ได้อะไรหรอก เพราะคงจะเอาเหตุผลร้อยแปด นึกว่าตัวเองแน่ รู้แล้วแก่ทุกสิ่งมาหักล้าง ความบริสุทธิ์ของจินตนาการ"
ตัวละครของพระเอกก็เช่นเดียวกัน ในตอนท้ายเค้านี้เองคือตำแหน่ง The Healer (ผู้รักษา) หลังจากที่ครอบครัวถูกฆาตกรรมเมื่อหลายปีก่อน พระเอกก็สูญสิ้นศรัทธาเชื่อมั่นว่าตนเองสามารถคุ้มครองใครได้ เค้าจมอยู่กับความรู้สึกผิดบาปนั้น จนกระทั่งเค้าค้นพบจิตใจอันเปี่ยมหวังอันนำไปสู่พลังอำนาจในการเยียวยารักษาบาดแผลบนตัวStory และในจิตใจตัวเองอีกครั้ง

จากคุณ : AguileraAnimato
เขียนเมื่อ : 4 Mar 10 15:22
|
|
ถึงแม้ว่าตัวหนังจะใช้ความเป็นนิทานกับความเป็นเด็กมานำเสนอ แต่จุดใหญ่ใจความของหนังที่ผู้กำกับอยากส่งมอบคงไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากผู้ใหญ่ เพราะนี้คือนิทานสำหรับผู้ใหญ่ ด้วยเนื้อหาที่เปรียบเสมือนหลักคำสอน ความสามัคคี การเรียนรู้ที่จะอยู่อย่างมีความเชื่อมั่น
John Doe ฆาตกรฆ่าต่อเนื่อง ในหนังเรื่อง SE7EN กล่าวว่า “คนสมัยนี้มันพูดดีๆได้ที่ไหน มันต้องเอาค้อนทุบแรงๆให้สำนึก”
แต่ดูเหมือนพี่มาโนชจะไม่ได้คิดเช่นนั้น ในการปลุกจิตสำนึกที่ดีให้แก่สังคม เค้าใช้วิธีการที่ละมุนละม่อม มองโลกอย่างมีความหวัง ด้วยเรื่องเล่าที่ย่อยเอาคำสอนแง่คิดออกมาในรูปแบบนิทาน อย่างมีสุนทรีย์เปี่ยมด้วยจินตนาการเพื่อการเข้าถึง และหวังว่ามันจะจุดประกายให้เราเริ่มเปลี่ยนแปลงโลกได้ทีละนิด *เสมือนการขยับปีกของผีเสื้อนั้นเอง
* ในหนังจะมีฉากนึงที่เหมือนเป็นอุปมาอุปไมยแอบแฝง นั้นคือฉากผีเสื้อขยับปีก ที่จงใจเน้นถ่ายมากๆ ทั้งยังใส่เข้ามาในเทรลเลอร์ ถ้าความเข้าใจของเราไม่คลาดเคลื่อน ผกก. น่าจะสื่อถึง "ปรากฎการณ์ผีเสื้อขยับปีก" การขยับปีกของผีเสื้อเพียงเล็กน้อยสามารถก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อโลกได้
จากคุณ : AguileraAnimato
เขียนเมื่อ : 4 Mar 10 15:29
|
|
เป็นหนังที่เราอยากดูเมื่อนานมากแล้ว แต่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้ดูเสียที
จากคุณ : knompang
เขียนเมื่อ : 4 Mar 10 19:51
|
|
เปรก็อยากดูเหมือนกัน แต่ก็ยังไม่ได้ดู เผอิญชอบหนังแฟนตาซี
จากคุณ : Nespay
เขียนเมื่อ : 4 Mar 10 23:06
|
|
ถ้าจะดูเอาแฟนตาซี ผิดหวังแน่ๆ เปร+หนมปัง
จากคุณ : AguileraAnimato
เขียนเมื่อ : 5 Mar 10 00:20
|
|
เรื่องนี้ผมซื้อมาดองหลายเดือนแล้ว พอคุณหนึ่งพรีวิวแล้วก็จะหยิบมาดูซักหน่อย แล้วจะมาแชร์ความคิดของเรานะครับ
จากคุณ : rigmarole
เขียนเมื่อ : 5 Mar 10 00:47
|
|
เย้ๆๆ ดีใจที่มีคนอ่านแล้วอยากหยิบมาดู ดูแล้วคิดไม่เหมือนกัน ก็ไม่เป็นไรครับ ชอบ ไม่ชอบ ยังไงไม่เป็นไร ขอแค่มีคนดูหนังเรื่องนี้เพิ่มบ้างก็คงดี^^
จากคุณ : AguileraAnimato
เขียนเมื่อ : 5 Mar 10 01:14
|
|
พี่เคยดูแล้ว
แต่ขอบอก น้องหนึ่งวิเคราะห์เจาะลึกได้ดีจริงๆ
จากคุณ : เจ้ากบopop
เขียนเมื่อ : 5 Mar 10 08:07
|
|
ต้องรอมาคอมเม้นวันจันเลยนะเพราะเสาร์อาทิตย์สอบอ่ะ อยากดูมากเลยแผ่นอยู่กับมือแท้ๆแต่ไม่มีเวลา+สมาธิ
จากคุณ : rigmarole
เขียนเมื่อ : 5 Mar 10 09:52
|
|
ใครไม่ชอบ แต่ผมชอบนะเออ ดำเนินเรื่องดีออกจะตาย โดยเฉพาะ เสียงพากษ์ไทยนางเอก โคตะระเซ็กซี่สุด ๆ เลยนะเธอว์ (เ้กี่ยวกันไหมหว่า?)
จากคุณ : แมวสามขากับหมาตาบอด
เขียนเมื่อ : 7 Mar 10 19:02
|
|
ดูแล้ว งงๆ
แต่โอเคนะ ผมว่าดีที่ได้ดู.....
จากคุณ : ความตายสีชมพู
เขียนเมื่อ : 9 Mar 10 22:32
|
|
จากคุณ : ~cenobite+
เขียนเมื่อ : 10 Mar 10 00:37
|
|
จากคุณ : ~cenobite+
เขียนเมื่อ : 10 Mar 10 00:37
|
|
หนังของ M. Night เรื่องนี้ ซื้อแผ่นดองไว้นานมากกก
ยังไม่ได้แกะ พลาสติกเลย 55555
เร็วๆ นี้ คงได้ ฤกษ์เปิดดู อ่านจากที่หนึ่งวิเคราะห์แล้ว น่าสนใจแฮะ
จากคุณ : แคปซูลสีฟ้า
เขียนเมื่อ : 10 Mar 10 17:20
|
|
จากคุณ : Crying Prophet
เขียนเมื่อ : 22 Mar 10 23:45
|
|